โรงเรียนบ้านขุนราษฎร์

หมู่ที่ 1 บ้านบ้านขุนราษฎร์ ตำบลทุ่งเตาใหม่ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84120

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

082 2403277

โรคปอดบวม ความอันตรายของโรคปอดบวมสามารถป้องกันได้อย่างไร

โรคปอดบวม เป็นโรคอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ เมื่อโรคปอดบวมเกิดขึ้น ระดับออกซิเจนในร่างกายจะได้รับผลกระทบในทางลบ อาการบวมเกิดขึ้นในปอด เช่นเดียวกับการสะสมของน้ำในถุงลมและหนองในปอด ภาวะนี้เป็นผลมาจากการติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งแบคทีเรียและไวรัส ซึ่งสามารถพบได้ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย การแพร่กระจายของเชื้อโรคเหล่านี้มักเกิดขึ้นจากการไอ จาม และวิธีการอื่นที่คล้ายคลึงกัน

โรคปอดบวม หรือโรคนิวโมคอคคัสสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ โรคปอดบวมอักเสบในการติดเชื้อและโรคปอดบวมที่ไม่ติดเชื้อ ข้อมูลต่อไปนี้ให้คำอธิบายโดยละเอียดเพิ่มเติม สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคปอดบวมคือการติดเชื้อ สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อสารที่เป็นอันตรายบุกรุกเข้าไปในปอด ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อปอดและถุงลมขนาดเล็กภายในปอด

โรคปอดบวมที่ไม่ติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อหายใจเอาอากาศเสียเข้าไป เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะบางประเภทยังสามารถนำไปสู่การพัฒนาของโรคปอดบวม ซึ่งโรคปอดบวมอาจเป็นผลมาจากเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือปรสิต เชื้อโรคเหล่านี้มักพบในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย และโรคนี้ติดต่อได้ทางการไอและจาม

นอกจากนี้ โรคปอดบวมอาจเกิดจากการสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น ไนโตรเจนและแอมโมเนียไดออกไซด์ โรคปอดบวมเป็นภาวะที่สามารถส่งผลกระทบต่อบุคคลทุกเพศและทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดจากการติดเชื้อ โรคนี้พบได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ รวมถึงผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี นอกจากนี้ บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็อาจเสี่ยงต่อโรคปอดบวมได้เช่นกัน

เด็กเล็กและผู้สูงอายุมีความอ่อนไหวต่อการเจ็บป่วย เนื่องจากความสามารถในการป้องกัน และกำจัดเชื้อโรคที่เป็นอันตรายของร่างกายลดลง การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากดภูมิคุ้มกันและยาเคมีบำบัด ล้วนส่งผลเสียต่อความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการต้านทานโรค และกำจัดเชื้อโรค

หากบุคคลใดมีโรคประจำตัว เช่น ถุงลมโป่งพอง มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง ฟันผุ หรือเหงือกเป็นหนอง พวกเขาอาจมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ การละเลยสุขภาพและสุขอนามัยส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงการบริโภคอาหารไม่เพียงพอและสุขภาพร่างกายที่ทรุดโทรม อาจนำไปสู่ผลที่ตามมา

นอกจากนี้ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ในพื้นที่ที่มีมลพิษ การสูดดมสารมลพิษอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ โรคปอดบวมเป็นภาวะที่ส่งผลต่อปอดเป็นหลัก ซึ่งมีหน้าที่ในการให้ออกซิเจนแก่ร่างกาย ในขณะที่ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเป็นอาการที่ชัดเจนที่สุดของภาวะนี้

โรคปอดบวม

ผู้ป่วยอาจพบอาการอื่นๆ ที่หลากหลายในร่างกาย เช่น อ่อนเพลียทั่วไป รู้สึกไม่สบายทางร่างกาย และอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น อาการเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับโรคปอดบวม สรุปได้ดังนี้ ไอพร้อมกับมีเสมหะ รู้สึกเจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ หายใจเร็ว หอบ และเหนื่อย อาการไข้อาจรวมถึงเหงื่อออกและหนาวสั่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องร่วง

ผู้สูงอายุอาจมีอาการเซื่องซึม เช่นเดียวกับความรู้สึกสับสน และอุณหภูมิร่างกายลดลง เด็กเล็กอาจแสดงอาการ เช่น ท้องอืด อาเจียน ซึม และไม่กินนมหรือน้ำ โรคปอดบวมซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรคที่เป็นอันตราย สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะที่กำหนดเป้าหมายและกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรค

รายละเอียดการรักษา โรคปอดบวม ได้แก่ การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ สามารถทำได้ในห้องผู้ป่วยนอกสำหรับกรณีไม่รุนแรงที่ไม่ซับซ้อน และอาจมีการสั่งจ่ายยารับประทาน ในทางกลับกัน สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงและผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อน การรักษาแบบผู้ป่วยในเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ

อาการทั่วไปสามารถจัดการได้ด้วยวิธีการดูแลแบบประคับประคอง เช่น การให้ยาเพื่อลดไข้ การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การให้ออกซิเจน การให้สารน้ำทางลำไส้สำหรับกรณีระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น ในสถานการณ์ที่รับประทานอาหารได้เองไม่เพียงพอ ภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย เช่น เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก สามารถรักษาได้โดยใช้เครื่องช่วยหายใจ และถ้าความดันโลหิตลดลง ก็สามารถให้ยาเพื่อเพิ่มความดันได้

เพื่อป้องกันโรคปอดบวม มีแนวทางปฏิบัติบางประการที่สามารถปฏิบัติตามได้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค และรักษาสุขอนามัยที่เหมาะสมโดยการรักษาความสะอาด และสุขอนามัยสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อที่นำไปสู่โรคได้ สามารถใช้มาตรการต่อไปนี้ เพื่อป้องกันการโจมตีของโรคปอดบวม

ตรวจสอบให้แน่ใจว่า สภาพแวดล้อมนั้นถูกสุขลักษณะและไม่มีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย บริโภคอาหารที่มีประโยชน์และมีประโยชน์ ทำให้เป็นนิสัยในการออกกำลังกายเป็นประจำ การนอนหลับให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ งดสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ และสารเสพติด

ในการจัดการความเจ็บป่วยที่มีมาแต่กำเนิด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามระบบการปกครอง และแนวทางการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ต้องปฏิบัติตามลักษณะพื้นฐานของการดำรงชีวิตเหล่านี้เพื่อรักษาสุขภาพที่ดี ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อโรค สิ่งสำคัญคือต้องใช้มาตรการป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ ซึ่งรวมถึงการปิดปากและจมูกขณะดูแลผู้ป่วยที่ไอหรือจาม

นอกจากนี้ ยังต้องใช้ความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้อนุภาคในอากาศแพร่กระจายไปยังผู้อื่น เราสามารถทำได้โดยใช้ผ้าเช็ดหน้า กระดาษ หรือแม้แต่หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เป็นผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว เช่น ถุงลมโป่งพอง เบาหวาน โรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากโรคมะเร็งหรือยาเคมีบำบัด ควรพิจารณารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี

บทความที่น่าสนใจ >> ฮอร์โมน ศึกษาเกี่ยวกับฮอร์โมนเอสโทรเจนที่มีความสำคัญต่อเพศหญิง